ผลิตภัณฑ์ตราหมอเส็ง
ประวัติคุณหมอเส็ง

ประวัติการรักษา

สรรพคุณของยา
รอบรู้เรื่องสมุนไพร
รู้ทันสุขภาพ
มะเร็ง

สะเก็ดเงิน

ภูมิแพ้
หอบหืด
ไซนัส
ฝ้า
โรคพุ่มพวง SLE
ไซนัสอักเสบ
ข้อเสื่อม
วัยทอง
กระดูกทับเส้น
มดลูกต่ำ
ตกขาว
ความดัน
เบาหวาน
ต่อมลูกหมากโต
โรคตับ
โรคหัวใจ
กลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า
อัลไซเมอร์
พากินสัน
อัมพฤกษ์ อัมพาต
ริดสีดวงทวาร
มีบุตรยาก
โรคเกร็ดเลือดต่ำ (ไอทีพี)
โรคเกาต์
รูมาตอยด
โลหิตจาง
ปวดประจำเดือน
โรคกระเพาะอาหาร
โรคไต
โรคอ้วน
โรคกรดไหลย้อน
โรคเอดส์
 


ปวดประจำเดือน

ลักษณะทั่วไป
ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน พบได้ประมาณ 70 % ของผู้หญิง
ในวัยที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนน้อยเท่านั้น
ที่อาจปวดรุนแรงจนต้องพักงานอาการปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น ชนิดธรรมดา (ปฐมภูมิ) ซึ่ง
พบเป็นส่วนมาก กับ ชนิดผิดปกติ (ทุติยภูมิ) ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย ปวดประจำเดือนชนิดธรรมดา
หรือปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประ
จำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปี หลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุด
ในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อย ๆ ลดลง บางคนอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีส่วนน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน
การปวดประจำเดือนชนิดนี้ จะไม่มีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันนี้เชื่อ
ว่า มีสาเหตุมาจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอส
ตาแกลนดิน (Prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกมีการบีบเกร็งตัว เกิดอาการปวดที่
บริเวณท้องน้อย

ปวดประจำเดือนชนิดผิดปกติหรือทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) จะมีอาการปวดครั้ง
แรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย มักมี
ความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เนื้องอกของมดลูกเยื่อบุมดลูกงอกผิดที่ มดลูกย้อยไป
ด้านหลังมาก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของการปวด
ประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย หรือมีความเครียดจะมีอาการปวด
รุนแรง กว่าคนที่มีอารมณ์ดี

อาการ
จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำ
เดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้
อาเจียน ท้องเดิน ใจคอหงุดหงิดร่วมด้วย ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออกตัวเย็น มือเท้า
เย็นได้

การรักษา
1. ถ้าปวดไม่มาก ให้กินยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน หรือ พาราเซตามอล ครั้งละ 2 เม็ด เวลา
ปวดซ้ำได้ทุก 4-6 ชม.
2. ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่
สเตอรอยด์ เช่น อินโดเมทาซิน ,ไอบูโพรเฟน ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ควรกินก่อนมี
ประจำเดือน 48 ชั่วโมง และกินทุกวัน จนเลือดประจำเดือนหยุดออก หรือให้ยาแอนติสปาส
โมดิก เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน ครั้งละ 1-2 เม็ด บรรเทาปวด ซ้ำได้ทุก 6 ชม.
3. ถ้าปวดจนมีอาการเหงื่ออกตัวเย็น ให้ฉีดแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพีน หรือไฮออสซีน
1/2-1 หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าหลอดเลือดดำ
4. ในรายที่เป็นอยู่ประจำ อาจให้กินยาคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับใช้ยาคุมกำเนิด คือวันละ
1 เม็ด ทุกวัน) เพื่อมิให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ชั่วระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน 3-4
เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินยาคุมกำเนิดต่อไปอีกสักระยะ
หนึ่งจนกว่า เมื่อหยุดยาแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาไป
5. ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ขึ้นไป
หรือยังมีอาการปวดมากหลังแต่งงาน หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ควรแนะนำ
ไปโรงพยาบาลอาจต้องตรวจภายใน ค้นหาสาเหตุให้แน่นอน

ข้อแนะนำ
ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กสาวที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนว่าโรคนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรง
แต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลา หรือหายได้เอง ตลอดจนให้ความรู้ที่
ถูกต้องเกี่ยวกับประจำเดือน

รายละเอียด
เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน ควรกินยาแก้ปวด และประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน